ควรไปรักษาโรค เอส แอล อี ที่ไหน

     โรค เอส แอล อี เป็นโรคที่มีหลากหลายของอาการ เกิดอาการได้กับอวัยวะต่าง ๆ
ในร่างกาย เกือบทุกอวัยวะ ที่พบบ่อยคือ อาการทางผิวหนัง อาการทางระบบข้อ กระดุก
และกล้ามเนื้อ อาการทางไต อาการทางระบบประสาทและสมอง อาการทางระบบเลือด
ดังนั้นผู้ป่วยที่เริ่มเป็นโรค เอส แอล อี อาจมีอาการตามระบบต่าง ๆ เหล่านี้
เพียงระบบเดียว เช่น มีอาการผื่นที่ผิวหนัง ก็อาจจะไปพบแพทย์ผิวหนัง มีอาการทางข้อ
ก็อาจไปพบแพทย์โรคข้อ มีอาการทางไต ก็อาจไปพบแพทย์โรคไต มีอาการทางระบบเลือด
ก็อาจไปพบแพทย์โรคเลือดก่อน ซึ่งก็เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง เมื่อแพทย์ทำการซักประวัติ
ตรวจร่างกาย ตรวจเลือดและปัสสาวะแล้วก็มักจะให้การวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรค เอส แอล อี
บางรายอาจไม่ได้การวินิจฉัยตั้งแต่ครั้งแรก ๆ แต่ในที่สุดก็มักจะวินิจฉัยได้ และจะได้รับ
การรักษาเบื้องต้น และติดตามดูอาการและผลการรักษาต่อต่อมาในกรณีที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ
ของอวัยวะอื่น ๆ ร่วมด้วยมากกว่าหนึ่งอวัยวะ หรือโรคเริ่มซับซ้อนขึ้น หรือมีภาวะแทรกซ้อน
เกิดขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคเอส แอล อี
ซึ่งจะเป็นแพทย์โรคข้อ และระบบภูมิคุ้มกัน ที่เรียกแพทย์รูมาโตโลจิสท์ ซึ่งในขณะนี้
มีอยู่จำนวนไม่มากนักในประเทศไทย แต่ก็หวังว่าจะมีมากขึ้นในอนาคตโรค เอส แอล อี
เป็นโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยส่วนมากต้องได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายปี
โดยแพทย์ที่มีความรู้ รู้จักโรคนี้ดีพอสมควร บางครั้งอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะติดเชื้อ
ภาวะอักเสบรุนแรงของอวัยวะสำคัญจากตัวโรคหรือผลข้างเคียงของการรักษาที่อาจเกิดขึ้นได้
การรักษาจึงต้องอาศัยยาและเครื่องมือทางการแพทย์ที่พร้อม ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
จึงควรได้รับการรักษาและการติดตามโรคในโรงพยาบาลใหญ่ที่มียาและเครื่องมือทางการแพทย์
ที่เพียงพอ ยิ่งถ้าผู้ป่วยบางรายที่โรคมีความสลับซับซ้อนมาก มีภาวะแทรกซ้อนมาก ผู้ป่วยรายนั้น
ควรจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ที่มีผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่ทันสมัย
ในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่ต่างจังหวัดที่ห่างไกล เดินทางไม่สะดวก แต่มีโรคที่รุนแรง และสลับซับซ้อน
ก็อาจะไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ ในครั้งแรก ๆ ก่อน เมื่อโรคสงบแล้ว ก็สามารถติดตาม
การรักษาที่โรงพยาบาลท้องถิ่น ร่วมกับการไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่นาน ๆ ครั้งก็ได้
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉิน ผู้ป่วยหรือญาติควรพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่ห้อง
ฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านที่สุดก่อนเพื่อให้การรักษาในเบื้องต้นอย่างเหมาะสมก่อน
ที่จะย้ายหรือไม่สามารถย้ายผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่ติดตามการรักษาอยู่ตาม
สภาพของผู้ป่วยในขณะนั้น