อาหาร
สิ่งต่าง ๆ ที่คนเรารับประทานเข้าไปตั้งแต่เกิดจนถึงวันที่เสียชีวิตจะส่งผลต่อสุขภาพ
ของคนเรา ดังคำภาษาอังกฤษที่ว่า you are what you eat การรับประทานอาหารที่
ถูกต้องช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี สำหรับต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค จะช่วย
ปรับภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติไปให้ดีขึ้น สำหรับโรค เอส แอล อี มีผู้ป่วย ญาติ และผู้ที่สนใจถามเสมอว่า
เมื่อป่วยเป็นโรค เอส แอล อี แล้วต้องหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง
มีอาหารชนิดใดที่รับประทานแล้วทำให้โรคนี้ดีขึ้น
จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีอาหารชนิดใดที่รับประทานแล้วโรคกำเริบขึ้น
ซึ่งจะต้องหลีกเลี่ยง แตกต่างจากโรคเก๊าท์ ที่เรารู้แน่ว่า การรับประทานอาหารประเภท เป็ด
ไก่ เครื่องในสัตว์ ยอดผัก ทำให้โรคเก๊าท์กำเริบขึ้นได้ ในขณะเดียวกัน ไม่มีอาหารชนิดใด
ที่รับประทานแล้วช่วยให้โรคดีขึ้นอย่างชัดเจน จะมีก็เพียง ไขมันจากปลาที่เป็นพวก
โอเมก้า-3 ที่ดูเหมือนจะช่วยลดอาการปวดข้อ และทำให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังมีอาการดีขึ้น
ดังนั้นผู้ป่วยโรค เอส แอล อี จึงควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ด้วยสัดส่วนอาหารที่
เหมาะสมกับน้ำหนักของร่างกายและส่วนสูง อาหารที่แนะนำให้ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
รับประทาน เพื่อให้มีสุขภาพดี มีความคล้ายคลึงกับอาหารที่แนะนำให้บริโภคเพื่อสุขภาพ
ที่ดีทั่ว ๆ ไป คือ
รับประทานอาหารพวกพืช เช่น ข้าว ผัก, ผลไม้
รับประทานอาหารไขมันต่ำ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวน้อย
รับประทานน้ำมาก ๆ ยกเว้นผู้ป่วยที่ไตเริ่มเสื่อม
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เนื่องจากผู้ป่วยโรค เอส แอล อี มีแนวโน้มจะมีภาวะ
กระดูกพรุน ร่วมกับการรับประทานยาสเตียรอยด์ซึ่งมีโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุนได้มาก
รับประทานอาหารที่มีเกลือต่ำ เพื่อลดโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งผู้ป่วยที่มีไตอักเสบ
รับประทานน้ำตาลแต่เพียงพอ เนื่องจากผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ที่รับประทานยาสเตียรอยด์
มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานแทรกซ้อนได้
จำกัดปริมาณการรับประทานเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรรับประทานมากเกินไป
ผู้ป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์จะมีความอยากอาหารมาก รับประทานจุ น้ำหนักขึ้นได้ง่าย อ้วนง่าย
ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการกินอย่างมาก พยายามควบคุมตัวเองให้รับประทานแต่พอเหมาะ ผู้ป่วย
ที่รับประทานยาสเตียรอยด์ นอกจากจะอยากอาหาร รับประทานจุแล้วยาสเตียรอยด์ยังทำให้ผู้ป่วย
เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งทำให้ระยะยาวเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตัน โดยเฉพาะเส้นเลือดหัวใจ
ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องพยายามรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู น้ำมัน เนย แต่น้อย
และมีการเจาะเลือด ตรวจปริมาณไขมันในเลือดเป็นระย ๆ ร่วมไปกับการออกกำลังสม่ำเสมอ
และควบคุมน้ำหนักตัวไว้ไม่ให้อ้วน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแต่ละกิโลกรัม จะเป็นอันตรายต่อข้อของ
ผู้ป่วยได้ ในกรณีที่มีน้ำหนักเกินมากหรืออ้วนมากจะทำอย่างไร วิธีการลดน้ำหนักที่ปลอดภัย
ควรปฏิบัติดังนี้
ดื่มน้ำเปล่า 2-3 แก้วก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อ
เลือกทานเฉพาะผัก ผลไม้ที่ไม่หวาน เนื้อปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงอาหารมัน ๆ
เช่น มันหมู ขาหมู หนังเป็ด หนังไก่ เครื่องในสัตว์
พยายามรับประทานอาหารประเภทข้าว แป้ง และน้ำตาลให้น้อยที่สุด
ควรรับประทานให้หายหิวเท่านั้น ไม่ควรรับประทานจนรู้สึกอิ่ม
ห้ามรับประทานอาหารจุกจิก ควรทานเป็นมื้อ ๆ
งดทานน้ำหวาน น้ำผลไม้กล่องหรือกระป๋อง น้ำอัดลม ขนมเค้ก ไอศกรีม และขนมหวานทุกชนิด
ควรชั่งน้ำหนักตัวทุกวัน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงและเตือนตัวเองถ้าน้ำหนักยังไม่ลดหรือเริ่มเพิ่มขึ้น
น้ำหนักตัวที่มากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักตัวมาตรฐานถือว่าอ้วน
น้ำหนักตัวมาตรฐานสามารถคำนวณได้ดังนี้
น้ำหนักตัวมาตรฐาน ( กิโลกรัม ) = ( ความสูงเป็นเซนติเมตร -100)- 10%
ของน้ำหนักตัว ( กิโลกรัม )
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาทีต่อเนื่องกันสัปดาห์ละอย่างน้อย 3 วัน
ในการออกกำลังกายแต่ละครั้งควรมีเหงื่อออก มีอาการหายใจหอบเล็กน้อย หัวใจเต้นแรง
และเร็วขึ้นกว่าปกติพอสมควรบางครั้งผู้ป่วยโรค เอส แอล อี จะได้รับคำแนะนำให้รับประทาน
อาหารมังสวิรัต หรืออาหารชีวจิต อาหารมังสวิรัตอาจช่วยให้ลดน้ำหนักได้ ทำให้ร่างกายได้
สารอาหารประเภทโปรตีนลดลง อาจทำให้ลดอาการปวดข้อ หรือลดการอักเสบของไตลง
แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัตมักจะขาดสารอาหารบางอย่าง เช่น
ธาตุเหล็ก ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ขาดโปรตีน ทำให้การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอช้าลง
ขาดวิตะมีนบางอย่างทำให้การทำงานของร่างกายผิดปกติได้ ดังนั้นถ้าต้องการทาน
แบบมังสวิรัตหรือชีวจิต ก็ทำได้ แต่ไม่ควรทานอาหารแบบนี้ทุก ๆ วัน อาจจะรับประทาน
สลับกันไปมาระหว่างการทานอาหารปกติกับการทานแบบมังสวิรัตหรือชีวจิต ในปัจจุบัน
มีการเสนอขายอาหารเสริมที่บรรยายสรรพคุณว่าช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ หรือโรคแพ้ภูมิ
เช่นโรค เอส แอล อี ได้ ขอให้พิจารณาให้ดี อย่าเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อเสียทั้งหมด
เพราะอาหารเสริมเหล่านี้มีราคาแพง และรับประทานไปแล้วอาจไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ
อาหารเสริมที่พอจะมีประโยชน์ในผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ที่มีการวิจัยที่เชื่อถือได้ คือ
น้ำมันปลา เช่น จากปลาทู ปลาทูน่า ปลาหิมะ ซึ่งจะมีไขมันในกลุ่มโอเมก้า-3 ซึ่งช่วย
ลดการอักเสบของข้อได้ เนื้อปลาจะมีไขมันต่ำกว่าเนื้อวัว ดังนั้นจึงน่าจะหันมารับประทาน
เนื้อปลาให้มากไว้ แทนเนื้อสัตว์อื่นอย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์ นอกจากนี้โอเมก้า-3
ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันอีกด้วย ยาหรืออาหารเสริม
อีกชนิดหนึ่งที่มักมีผู้ไปซื้อมาจากต่างประเทศ มาฝากผู้ป่วยที่ปวดข้อ คือยากลูโคซามีน
(glucosamine) อาจจะร่วมกับยา คอนโดอิติน (chondroitin) ยาชนิดนี้ในประเทศ
สหรัฐอเมริกาขายเป็นอาหารเสริม จึงซื้อหาได้ง่าย ยาชนิดนี้มีประโยชน์ในการรักษา
ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมเท่านั้น ไม่ใช่จะเป็นประโยชน์ในโรคข้อชนิดอื่น ในโรค เอส แอล อี
ดูเหมือนไม่มีประโยชน์อะไร