แสงแดด-ศัตรูตัวร้ายของโรค เอส แอล อี

     ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี มักจะได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงแสงแดด ทำไมแสงแดด
จึงเป็นศัตรูตัวร้ายของโรค เอส แอล อี คำตอบคือ แสงแดด โดยเฉพาะแดดที่แรงมากๆ
มีพลังงานอุลตร้าไวโอเลตอยู่ด้วยมาก พลังงานจากแสงแดดสามารถไปกระตุ้นเซลที่ผิวหนัง
โดยเฉพาะนิวเคลียสของเซลผิวหนังให้มีปฏิกิริยาแตกสลาย ทำให้มีการปล่อยสารที่ทำ
ปฏิกิริยากับภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติทำให้เกิดการอักเสบลุกลามได้ การอักเสบนี้ไม่ได้เกิดขึ้น
แต่เฉพาะที่ผิวหนังแต่สามารถลุกลามไปที่อวัยวะต่าง ๆ ได้ ทำให้โรค เอส แอล อี กำเริบขึ้นได้
ผู้ป่วยที่เป็นโรค เอส แอล อี เวลาโดนแสงแดดอาจจะเกิดผื่นแดงหรือคันบริเวณที่โดนแสงแดด
เช่นบริเวณใบหน้าหรือบริเวณผิวหนังนอกร่มผ้า อาจมีไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยได้

ดังนั้น ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี จึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด โดย

•  พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะแสงแดดตั้งแต่เวลา 10.00 น ถึง 16.00 น

•  ถ้าจำเป็นต้องออกไปนอกอาคารในระหว่างเวลานี้ให้ใช้ร่มกันแดด หรือสวมหมวกปีกกว้าง

•  ให้สวมเสื้อแขนยาว เมื่อทราบว่าวันนี้อาจจะต้องออกไปนอกสถานที่ ทั้งนี้รวมทั้งขณะขับรถด้วย
เพราะการขับรถกลางแดด บริเวณแขนอาจโดนแสงแดดได้

•  ใช้ยากันแดดที่มี SPF เพียงพอ เช่น SPF ตั้งแต่ 20-30 ขึ้นไป เพื่อให้เพียงพอแก่การป้องกัน
แสงอุลตร้าไวโอเลต

•  ควรระวังแสงแดดที่อาจจะสะท้อนจากผิวน้ำ พื้นทราบ และพื้นที่เป็นมันเงาด้วย เพราะอาจแรงพอ
ที่จะกระตุ้นโรคได้

     นอกจากแสงแดดโดยตรงแล้ว การทำงานที่ต้องได้รับแสงอุลตร้าไวโอเลต เช่นเครื่องฆ่าเชื้อโรค
ด้วยแสงอุลตร้าไวโอเลตก็ควรหลีกเลี่ยง เคยมีผู้ป่วยบางรายทำอาชีพทำครัว ทำอาหารขายต้องอยู่หน้า
เตาไฟร้อน ๆ ตลอดทั้งวัน แล้วมีโรคกำเริบได้ เนื่องจากการทำเช่นนั้นก็อาจได้รับความร้อนหรือพลังงาน
มากจนกระตุ้นโรคได้ สำหรับผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ถึงแม้จะได้รับการรักษาจนโรคสงบลงเป็นระยะเวลา
นานแล้ว ก็ยังคงต้องระมัดระวังตัว ไม่ให้โดนแสงแดด เพราะเคยมีผู้ป่วยที่โรคสงบมา 4-5 ปี ในวันหยุด
ไปนอนอาบแดดที่ชายทะเลเพียงครึ่งวัน กลับมามีโรคกำเริบรุนแรงได้ การอบซาวนา หรืออบสมุนไพรร้อนๆ
ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรพึงหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ป่วยเช่นกัน