ยาที่ใช้ในการรักษาโรค เอส แอล อี มีหลายชนิด แพทย์จะเลือกยาที่เหมาะสม
กับอาการและผู้ป่วย โดยมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด
1. ยาสเตียรอยด์
ยากลุ่มนี้เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเลียนแบบฮอร์โมน
ในร่างกายที่ผลิตขึ้นตามธรรมชาติที่เรียก คอร์ติซอล มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
ได้รวดเร็ว มีทั้งชนิดรับประทาน ทาภายนอก และชนิดฉีด ผู้ป่วยที่มีอาการเฉพาะ
ที่ผิวหนัง เช่น มีผื่นที่หน้าหรือตามตัว หรือผื่นแพ้แล้วแพทย์อาจสั่งยาสเตียรอยด
์ชนิดครีมให้ทาก็เพียงพอ ในกรณีที่มีอาการรุนแรงขึ้นหรือเกิดการอักเสบของอวัยวะ
ภายใน เช่น ไต สมอง แพทย์จำเป็นต้องควบคุมการอักเสบด้วยยาสเตียรอยด์ชนิด
รับประทานในขนาดสูง หรือชาติดฉีด การรับประทานยาสเตียรอยด์ขนาดสูงอาจระคายเคือง
กระเพาะอาหาร แพทย์จึงมักให้ยาป้องกันโรคกระเพาะอาหารร่วมด้วย เมื่อควบคุมอากรได้แล้ว
แพทย์ก็จะทำการปรับขนาดของยาลงให้ต่ำที่สุดที่จะควบคุมอาการได้โดยไม่ทำให้โรคกำเริบ
แต่การปรับลดขนาดนี้จำเป็นต้องค่อย ๆ ลดขนาดลงตามขั้นตอน ถ้าลดเร็วเกินไป โรคอาจ
กำเริบขึ้นมาอีกได้
สำหรับผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ที่มีอาการรุนแรงมาก หรือมีอาการหลายระบบพร้อมกัน
ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในกรณีเช่นนี้แพทย์จะพิจารณาให้การ
รักษาด้วยยาสเตียรอยด์ขนาดสูงมาก ๆ หยดเข้าทางหลอดเลือดดำติดต่อกัน โดยวิธีการรักษา
นี้จะทำให้ควบคุมอาการของโรคได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นค่อยเปลี่ยนมาเป็นยารับประทานต่อ
การรับประทานยาสเตียรอยด์ขนาดสูงติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น
รับประทานจุ น้ำหนักตัวขึ้น หน้าบวม อารมณ์แปรปรวน บางครั้งอารมณ์ดี บางครั้งซึมเศร้า
นอนไม่หลับ ผลข้างเคียงเริ่มแรกเหล่านี้จะกลับคืนสู่ปกติเมื่อลดขนาดยาลงหรือหยุดยา ดังนั้น
ถ้ามีผลข้างเคียงเหล่านี้เกิดขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรลดขนาดยาหรือหยุดยาเอง การหยุดยา
กระทันหันอาจเกิดผลเสียและเป็นอันตรายได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องรับประทานยาสเตียรอยด์ต่อ
เป็นระยะเวลานาน จะมีผิวบางลงจนเห็นหลอดเลือดใต้ผิวหนัง เกิดจ้ำเลือดง่ายจากหลอดเหลือ
ฝอยเปราะ ขนดก มีหนวดขึ้นบาง ๆ บริเวณใบหน้าแม้แต่ในผู้หญิง มีกระดูกพรุน หัวกระดูกสะโพก
ขนาดเลือดมาเลี้ยง และตาย ความดันโลหิตสูง เป็นเบาหวาน เป็นต้นกระจก ยิ่งผู้ป่วยรับยาใน
ขนาดสูง ๆ เป็นเวลานานผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็ยิ่งมาก แต่เนื่องจากยาสเตียรอยด์ เป็นยาที่มี
ประโยชน์มากในการรักษาโรค เอส แอล อี สามารถลดการอักเสบได้อย่างรวดเร็ว และทำให้
ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้ยานี้ในการรักษา แต่แพทย์จะพยายามใช้ยา
ในขนาดต่ำที่สุดเท่าที่จะสามารถควบคุมอาการได้ หรือใช้ยาสเตียรอยด์ควบคู่ไปกับยากลุ่มอื่น
ที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าเพื่อลดขนาดของยาสเตียรอยด์ลง ผู้ป่วยที่รับประทานยาสเตียรอยด์อยู่
หากจำเป็นต้องผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับยาในระหว่าง
ทำการผ่าตัด การหยุดยาสเตียรอยด์อย่างกระทันหัน อาจทำให้ความดันโลหิตตกลง
และเกิดภาวะช๊อคได้ ในขณะทำการผ่าตัด
2. ยาต้านมาเลเรีย
ยาต้านมาเลเรีย เป็นยาชนิดหนึ่งที่ใช้บ่อยในการรักษาโรค เอส แอล อี ยาต้านมาเลเรียใน
ประเทศไทยมี 2 ตัว คือ ยาคลอโรควิน (chloroquine) และยาฮัยดรอกซี่คลอโรควิน
(hydroxychloroquine) การใช้ยาต้านมาเลเรียรักษาโรค เอส แอล อี แพทย์อาจใช้ร่วมกับ
ยาตัวอื่นเพื่อรักษาอาการผื่นที่ผิวหนัง อาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัวหรือเยื่อหุ้มปอดอักเสบ
นอกจากนี้การรับประทานยาต้านมาเลเรียในระยะยาวยังช่วยลดอุบัติการของการเกิดไตอักเสบ
ได้ ในผู้ป่วยที่ต้องการตั้งครรภ์ แพทย์สามารถให้รับประทานยาต้านมาเลเรียต่อโดยไม่ต้องหยุดยา
เพื่อป้องกันการกำเริบของโรคไตอักเสบ ในระหว่างการตั้งครรภ์ โดยพบว่าผลของยาต้านมาเลเรีย
ต่อทารกในครรภ์มีน้อยมาก
ผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน จุกแน่นท้อง ในขณะรับประทานยา หากรับประทานต่อเนื่องกัน
เป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้ผิวคล้ำลงได้เนื่องจากการสะสมยาในเซลเม็ดสีที่ผิว ซึ่งอาจเป็นปัญหา
สำหรับผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิงผู้ที่มีผิวคล้ำจะยิ่งมีผิวเข้มขึ้น แต่ผู้ที่มีผิวขาวอาจไม่คล้ำมากนัก อาการ
ข้างเคียงที่สำคัญอันหนึ่งคืออาการข้างเคียงทางตา โดยยาอาจไปสะสมเป็นจุดดำ ๆ ที่จอรับภาพ
ถ้ามากเข้าและใช้ยานี้อย่างไม่ระวังอาจเป็นเหตุให้ตาบอดได้ แต่ผลข้างเคียงนี้พบได้น้อยมาก
เมื่อเทียบกับคุณประโยชน์ของยา ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านมาเลเรียควรได้รับการตรวจจอรับภาพ
และประสาทตาทุก 6 เดือน เพื่อเฝ้าระวังผลข้างเคียงดังกล่าว
3. ยากดภูมิคุ้มกัน
ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ที่มีอาการรุนแรง เช่น ไตอักเสบรุนแรง ชัก หรือมีอาการทางจิตประสาท
หรือมีอาการหลายระบบพร้อม ๆ กัน หรือรับประทานยาสเตียรอยด์ขนาดสูงแล้วยังไม่สามารถควบคุม
อาการของโรคได้ หรือไม่สามารถลดขนาดยาได้ เพราะมีโรคกำเริบบ่อย จำเป็นต้องได้รับการรักษา
ด้วยยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเคมีบำบัด เช่น ยา อะซาไธโอพรีน ยาซัยโคลฟอสฟาไมด์
ยาซัลโคลสปอรีน เป็นต้น ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์กดการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง
ผลข้างเคียง
ที่พบบ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง มีบุตรยาก มีการติดเชื้อแทรกซ้อนง่าย ถ้าได้ต่อเนื่อง
เป็นระยะเวลานานอาจทำให้เกิดโรคมะเร็ง โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ขึ้นกับขนาด
ของยา ระยะเวลาที่ใช้ยา และ วิธีการบริหารยาว่าเป็นยาฉีดหรือยารับประทานผู้ป่วยโรค เอส แอล อี
ควรได้รับทราบถึงข้อดีข้อเสียของยาแต่ละตัวที่ได้รับ ทราบถึงอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
ถ้ามีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์ และรายงานให้แพทย์ทราบ ไม่ควรปรับลดขนาดหรือหยุดยาเอง
โดยไม่ปรึกษาแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ทั้งนี้เพื่อให้การรักษาโรคมีประสิทธิภาพมากที่สุด